ฝรั่งเขาเรียกคนยุคนี้ว่า ยุค Generation "ME" คือ

เป็นพวกที่ไม่สนใจใครนอกจากตัว "ฉัน" คิดถึงแต่ตนเองเป็นหลัก

รู้จักการเรียกร้อง เอาแต่ได้ไม่คิดจะให้อะไรใครอื่น ไม่คิดจะนึกถึงอกเขา-อกเรา

สนใจแต่เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารใหม่ใหม่ สามารถใช้ได้คล่อง

แต่พูดกับคนธรรมดาไม่เป็น ใช้ภาษาคนไม่คล่อง ไม่เข้าใจจิตใจเพื่อนมนุษย์

พูดจาขาดเป็นตอนตอน พูดยาวต่อเนื่องไม่ได้ สมาธิสั้น

เวลาทำผิดไม่รู้จักเสียใจ ขอโทษไม่เป็น จะกล่าวขอบคุณแบบซาบซึ้งก็ไม่เป็น

แต่เวลาไม่พอใจใครจะรู้สึกว่าทำไมเขาทำอย่างนั้น และไม่อดทนที่จะคิด

ไม่รู้จักการวิเคราะห์หาเหตุผล ห่างไกลจากจริยธรรมและคุณธรรม

มีชีวิตอยู่เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ขาดอารมณ์สุนทรี และ ความลึกซึ้ง

ขาดความคิดที่เป็นมิติ แต่จะมีอารมณ์โกรธ ผิดหวังได้รุนแรง

เจรจาต่อรองไม่เป็น ออมชอมไม่เป็น ไม่ยืดหยุ่น เจ้าอารมณ์

ภาษาพูดและภาษาเขียนได้ห้วนห้วน สั้นสั้น เขียนยาวยาวไม่เป็นเรื่อง

พูดจาให้สละสลวยก็พูดไม่เป็น ขาดลีลาและเทคนิคของการสื่อความหมาย

มนุษย์พวกนี้ไม่มีความรักให้ใคร ไม่รู้จักด้วย แต่ยังต้องการ sex และความนุกสนาน

มีชีวิตอยู่แบบความโดดเดี่ยว ไม่อยากลึกซึ้งพันเกี่ยวกับคนรอบข้าง

เหงาเสียชิน จิตใจกระด้าง และไม่บ่น หากิจกรรมแปลกแปลกให้กับตัวเอง

คนพันธุ์นี้มีมากขึ้นในยุคนี้ อายุในช่วง22 - 35 ปี มีการศึกษา การงานที่ดี

ไอคิวสูง เรียนได้ดีกรีสูงทั้งในและต่างประเทศ

คนพันธุ์นี้ถูกกระหน่ำด้วย วัตถุนิยมเต็มรูปแบบ ครอบครัวไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน

ไม่พูดคุยกับลูกลูกด้วยอารมณ์ปกติ และภาษาที่เป็นความรัก

นี่คือวิถีชีวิตชองคนกลุ่มใหญ่ในสังคมทุกวันนี้

ที่กำลังแข็งแรงเป็นพลังของชาติและสังคม แต่เป็นคนพันธุ์ ME กันเสียมาก

ลักษณะของคนพันธุ์นี้เป็นกันมากทั่วโลก

ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ

หนังสือดิฉัน :: มองชีวิต

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

อ่านไป มองไป มองสะท้อนตัวเองไปด้วย

เอ๋ ... ช่วงอายุนี่ใช่เลย การกระทำบางอย่างก็เข้าข่าย

กังวลว่าตัวเองจะกลายเป็น คนพันธุ์"ฉัน" อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

สะเทือนใจ เห็นด้วยกับบทความของคุณหมอ

แง่คิดดีดีที่อยากแบ่งปัน อ่านแล้วเข้าใจตัวเองและคนอื่นในสังคมด้วย

คุณหมอทิ้งตอนจบของบทความไว้ว่า ...

"จะได้เข้าใจและเห็นใจกันได้ เมื่อถึงคราวต้องร่วมทุกข์กันมากกว่านี้"

สังคมโลกเริ่มน่ากลัว อ่านแล้วเก็บไว้สอนใจตัวเอง .. สวัสดี

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry



นี่ข้างน่ะ พูดถึงเราอยู่ป่าวเนี่ยยยยย

#1 By nami on 2007-06-28 15:42

คล้าย แต่อายุยังไม่ถึง

#2 By Annii on 2007-06-28 16:06

สังคมเริ่มน่ากลัว
ตัวเองเริ่มน่าห่วง

เฮ้ออออ

#3 By @พักใจ on 2007-06-28 16:10

...
แรงนะเนี่ย...ผมว่ามันคงไม่ถึงมีสิ่งเหล่านี้ในคนๆเดียวหรอกครับ
อาจจะคนละอย่างสองอย่าง เช่น ไอคิวดี แต่วัตถุนิยม หรือพูดห้วนๆและสนใจแต่เทคโนโลยี
เข้าใจว่าอาจารย์คงมองข้อไม่ดีหลายๆคนแล้วเอามารวมกันหมด
ถ้าทุกคนเป็นอย่างที่ว่ามาคงไม่มีเสียงเพลงใหม่ๆ หรือความสร้างสรรค์ใหม่ๆเกิดขึ้น ศิลปะสวยๆหลายชิ้นก็เกิดได้จากคนรุ่นนี้ อาจจะเปลี่ยนไปเพราะคนรุ่นนี้กล้าทำกล้าพูดดูไม่มีความเกรงใจเลยส่งให้กระด้างๆก็เป็นได้
เอ่อ..นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้ร้อนตัวแต่อย่างใด
เราว่าคุณหมอก็พูดแต่ในด้านมืดเท่านั้น แต่คิดคิดไป มันก็ยังจริงอยู่ดี
คงไม่มีใครรวมด้านมืดขนาดนี้อยู่ในคนคนเดียวหรอกเนอะ .. มันมืดเกิ๊นไป รับไม่ได้

#5 By Bew on 2007-06-28 16:18

น่ากลัว

#7 By Ocean's Saturday on 2007-06-28 23:02

---
อ่านๆไปแล้วมองตัวเองรู้สึกว่าเข้าข่ายอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (เศร้า- -)
แต่ก็ดีแล้วที่ได้รู้
เพราะจะได้เอาไปปรับปรุงตัวเองได้ไงคะ อิอิ
ไม่อยากเป็นคนพันธุ์meเหมือนกัน
รวมถึงไม่อยากให้เพื่อนเป็นด้วย ^^

#8 By Cruel on 2007-06-29 10:39

โห่ ๆ ๆ
อ่านแล้วแอบโดนตัวเองนิดหน่อย
เง้อ
แต่ที่ คุณหมอ พูดมาก็เจอได้เยอะเลย
คนรอบข้าง
อย่างเยอะ
โห่ ๆ ๆ
..
โลกเราน่ากลัวขึ้นทุกวันเน้อ
ยิ่งวัยรุ่นสมัยเนี้ย((ยังกับตัวเองแก่แหนะ โห่ ๆ ))
รวมเด็กกำลังโต
ไม่รู้จักความอดทนเลย
เอาแต่ใจอย่างแรง
แป่ววววววววว
..อย่างเซ็ง..

#9 By อาเซ่อ A'zER on 2007-06-29 12:05

เหอๆอ่านแล้วมีบางอย่างเข้าข่ายแฮะแย่เลย เงินเดือนจะออกเหมือนกันว่าจะไปดูไดฮาร์ด4กับทรานฟอร์มเมอร์หุๆ

#10 By krit66 on 2007-06-29 13:21

อืมมมมมม
น่ากลัวจังเลย

#11 By jasminey on 2007-06-29 14:56

รู้สึกว่าเริ่มเป็นบางข้อแล้วค่ะ

ขอบคุณมากเลยค่ะสำหรับบทความนี้ เตือนสติได้ดีมากเลยค่ะ
จะว่าไปแล้ว
ดิฉัน ก็สื่อสารกับคนไม่ค่อยจะรู้เรื่องเหมือนกันนะเนี่ย

อายุก็อยู่ในช่วงนั้นพอดี เหอๆๆๆ


เห็นด้วยเลยครับ
สังคมทำให้คนทรามลง
ด้านมืดคือสิ่งที่สะท้อนด้านความสว่าง

#14 By HardM@n on 2007-07-05 17:06